Monday, March 31, 2025

ครั้งที่ 14

 


โค้ดดิ้ง (Coding) เป็นทักษะที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกกระบวนการคิดทุกเรื่องอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งจะส่งผลให้เกิดทักษะการแก้ปัญหา คือ สามารถแยกปัญหาออกเป็นส่วนๆ ย่อยออกมาจากปัญหาใหญ่ๆ เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขในแต่ละส่วนไปทีละขั้น นอกจากนี้ในแต่ละขั้นตอนของการเขียนโค้ด หรือการเขียนโปรแกรมนั้น ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ระบบการวางแผน ที่มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างหลากหลาย 

ประโยชน์ของการเรียน Coding สำหรับเด็ก

การเขียนโปรแกรมมีประโยชน์อย่างไร? Coding หรือ โค้ดดิ้ง เป็นการเรียนรู้ในศาสตร์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก เนื่องจากถือเป็นทักษะที่สำคัญต่อพัฒนาการหลาย ๆ ด้านของผู้เรียน อีกทั้งเมื่อผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการโค้ดดิ้ง หรือที่รู้จักกันว่าทักษะการเขียนโปรแกรมแล้วนั้น สิ่งที่ตามมาคือทักษะเชิงตรรกะในด้านอื่น ๆ ด้วยนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการแก้ปัญหา หรือทักษะใดๆที่อาศัยความเป็นเหตุผล ตามกระบวนการของแนวคิดเชิงคำนวณ ซึ่งเป็นทักษะที่ควรเริ่มฝึกฝนตั้งแต่เด็กให้ได้รู้จักการใช้ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ด้านการแก้ปัญหา นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถนำทักษะโค้ดดิ้งไปต่อยอดเพื่อประโยชน์ในการเรียนและการทำงานรวมไปถึงการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้เรียนได้

ส่งเสริมทักษะด้านแนวคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking)

แนวคิดเชิงคำนวณ คือ การสอนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาในหลากหลายลักษณะ เช่น การจัดลำดับเชิงตรรกศาสตร์  การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างสรรค์วิธีแก้ปัญหาไปทีละขั้นทีละตอน(อัลกอริทึ่ม) โดยใช้วิธีการย่อยปัญหาจากปัญหาใหญ่แล้วทำการแก้ไขทีละส่วนเป็นขั้นตอนไปเพื่อให้วิธีการนั้นมีประสิทธิภาพที่สุดและแก้การเกิดปัญหาในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ

กระบวนการคิดเชิงคำนวณเป็นกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพของมนุษย์ เพื่อสั่งคอมพิวเตอร์ให้ทำงานและช่วยแก้ปัญหาตามที่เราต้องการได้ เป็นศาสตร์ที่เมื่อนำมาบูรณาการเข้ากับวิทยาการคอมพิวเตอร์และใช้การเขียนโปรแกรมในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ จะเป็นการใช้ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ด้านการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ส่งเสริมทักษะการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

ทักษะการแก้ปัญหา เป็นหนึ่งในทักษะส่วนบุคคลที่มีความสำคัญ ที่จะช่วยให้เข้าใจปัญหาและนำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เนื่องจากในชีวิตประจำวันเรามักจะพบเจอปัญหามากมายดังนั้นทักษะนี้จึงมีความจำเป็นต่อทุกช่วงวัยของชีวิต ตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงวัยที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่

การเรียน Coding เป็นการใช้ทักษะการแก้ปัญหาของตัวบุคคลซึ่งก็คือผู้เรียนมาผนวกเข้ากับการใช้ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ด้านการแก้ปัญหา มาสร้างสรรค์นวัตกรรมและวิธีใหม่ๆที่ใช้แก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยผู้เรียนจะต้องฝึก Coding ในการป้อนคำสั่งให้คอมพิวเตอร์เข้าใจและประมวลผลเหล่านั้นออกมาตามที่เราต้องการ

ส่งเสริมทักษะสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovate)

การเรียน Coding โดยการใช้โปรแกรมเขียนโค้ดจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้หลักการใหม่ ๆ และยังส่งผลให้ผู้เรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ผ่านกิจกรรมหรือโจทย์ในแบบฝึกหัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านใหม่ๆที่ฝึกแนวคิดการใช้หลักเหตุผลและตรรกะ อีกทั้งยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้

ส่งเสริมและช่วยในการแสดงออกความคิดสร้างสรรค์ (Creativities)

การเรียน Coding เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์ให้กับน้อง ๆ อีกด้วย เนื่องจากการเขียนโค้ดไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว ดังนั้นน้อง ๆ จึงต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาหลาย ๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้เดิมมาประยุกต์หรือจะเป็นการคิดนอกกรอบใช้วิธีใหม่ ๆ จากการศึกษาข้อมูลใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งทักษะเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา

ภาษาเขียนโค้ด (Coding) สำหรับเด็ก มีอะไรบ้าง?

เนื่องจากการเรียน Coding ช่วยส่งเสริมทักษะส่วนบุคคลที่สำคัญหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทักษะการคิดเชิงคำนวณ ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญในทุกช่วงวัยตั้งแต่ในวัยเด็กไปจนถึงวัยที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นการเรียน Coding จึงควรที่จะเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก ซึ่งในเด็กปฐมวัยนั้นควรเริ่มจากการเรียน Coding ผ่านการทำกิจกรรม Unplugged Coding ที่สอดแทรกการคิดแบบเป็นขั้นตอนผ่านเงื่อนไข การทำซ้ำ เพื่อสร้างความเข้าใจในคอนเซ็ปต์ของหลักการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์และฝึกทักษะพื้นฐานผ่านกิจกรรมออฟไลน์ เช่น การถอดรหัส การแปลงเลขฐาน การคิดล่วงหน้าแบบเป็นขั้นตอน เป็นต้น

หากผู้ปกครองคิดว่าการเขียนโปรแกรม หรือ Coding นั้นเป็นทักษะระดับสูงที่ไม่เหมาะกับเด็กๆที่ยังไม่มีพื้นฐานและความรู้ทางภาษาและคำศัพท์ยาก ๆ ในการป้อนข้อมูลคำสั่ง ในวันนี้เราจะมาแนะนำให้คุณได้รู้จักกับภาษาเขียนโค้ดสำหรับเด็ก เช่น ภาษา Python, HTML/CSS เป็นต้น

นอกจากการเขียนโค้ดที่ต้องอาศัยภาษาคอมพิวเตอร์แล้ว การเรียนเขียน โปรแกรม คอมพิวเตอร์ยังสามารถป้อนข้อมูลหรือคำสั่งให้คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ผ่านบล็อกคำสั่ง หรือที่เรียกว่า block programming ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานขั้นเริ่มต้น

การเขียนโปรแกรมด้วยบล็อกคำสั่งจะคล้ายกับการเล่นตัวต่อโดยบล็อกคำสั่งแต่ละชิ้นจะมีความหมายและข้อมูลคำสั่งที่แตกต่างกัน เพียงแค่ลากและวางบล็อกเท่านั้น ก็สามารถสั่งการคอมพิวเตอร์ให้ทำตามความต้องการของเราได้อย่างง่ายดายอีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้การทำงานขั้นพื้นฐานในการเรียนโค้ดดิ้งอีกด้วย และโปรแกรมเขียนโค้ดในรูปแบบ Block-based language ผ่านบล็อกคำสั่งที่นิยมเป็นอย่างมาก ก็คือ Scratch นั่นเอง

Scratch

Scratch คือ ภาษาเขียนโค้ดสำหรับเด็กในรูปแบบ Block-based language ถูกพัฒนามาเพื่อจุดประสงค์ในการเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยเด็ก จึงเหมาะสมในการเริ่มพัฒนาทักษะที่สำคัญเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำหลักการไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ภาษาในระดับสูงขึ้น ผู้เรียนสามารถเรียนรู้การโค้ดดิ้งในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างหลากหลายรูปแบบ เช่น สร้างเกมโค้ดดิ้ง ภาพเคลื่อนไหว นิทานที่สามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ ดนตรี และศิลปะ เมื่อสร้างเป็นชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ยังสามารถนำชิ้นงานที่สร้างนี้ไปแสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแบ่งปันให้ผู้อื่นใช้งานด้วยได้

Python

ภาษาโปรแกรม Python คือภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระดับสูง แต่ก็มีไวยากรณ์ที่เข้าใจง่าย จึงง่ายต่อการนำมาใช้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมในขั้นพื้นฐาน โดยภาษา Python ถูกออกแบบมาให้เป็นภาษาสคริปต์ที่อ่านง่าย ตัดความซับซ้อนของโครงสร้างและไวยกรณ์ของภาษาออกไป

ในส่วนของการแปลงชุดคำสั่งที่เราเขียนให้เป็นภาษาเครื่อง Python มีการทำงานแบบ Interpreter คือเป็นการแปลชุดคำสั่งทีละบรรทัด เพื่อป้อนเข้าสู่หน่วยประมวลผลให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ นอกจากนั้นภาษาโปรแกรม Python ยังสามารถนำไปใช้ในการเขียนโปรแกรมได้หลากหลายประเภท จึงทำให้โปรแกรมเขียนโค้ดภาษา Python เป็นที่นิยมนำไปใช้ในการเขียนโปรแกรมและแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย

HTML/CSS

CSS เป็นภาษาโค้ดดิ้งที่นักเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์หรือสำหรับคนที่ต้องประกอบเว็บไซต์จากรูปภาพที่ถูกออกแบบไว้คงต้องมีความรู้เป็นหลัก เนื่องจากจะต้องใช้จัดสัดส่วน Layout ของเว็บไซต์แล้วยังสามารถใช้กำหนดส่วนต่างๆของเว็บไซต์อีกด้วย โดยในยุคแรก ๆ จะใช้ภาษา HTML ในการโค้ดดิ้งเพื่อจัดทำระบบการแสดงผลทางด้านโครงสร้างและข้อมูลต่างๆภายในเว็บไซต์ ต่อมาจึงพัฒนาและมีตัวช่วยในการเขียนเว็บไซต์ให้ดีขึ้นเป็น CSS หรือ Style Sheets ที่ทำหน้าที่จัดการโครงสร้างการแสดงผลของหน้าตาเว็บไซต์

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม CSS กับ HTML นั้นยังคงทำหน้าที่คนละอย่างกัน โดย HTMLจะทำหน้าที่ในการวางโครงร่างเอกสารอย่างเป็นรูปแบบให้ถูกต้อง เข้าใจง่าย และไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงผล  ส่วน CSS จะทำหน้าที่ในการตกแต่งเอกสารให้สวยงาม หรืออธิบายง่ายๆได้ว่า HTML คือส่วน Coding และ CSS คือส่วน design นั่นเอง

การเรียนรู้ Coding โดยใช้ Micro:bit

Micro:bit คือ ไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและวิทยาการคำนวณ ดังนั้นจึงมีความยืดหยุ่นสูง สามารถประยุกต์ในการเป็นสื่อการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ Micro:bit สามารถรองรับการพัฒนาโปรแกรมได้ทางเว็บบราวน์เซอร์ makecode ในรูปแบบ Block Base Programming นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการเขียนโค้ดและคอมไพล์ได้หลายภาษาไม่ว่าจะเป็น JavaScript Block Editor, ภาษา Python และ ภาษา C/C++ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกพัฒนาโปรแกรมที่ใช้ป้อนคำสั่งได้ตามความถนัด

โดยน้อง ๆ จะได้เข้าใจถึงโครงสร้างการทำงานของคำสั่งต่าง ๆ รวมถึงการนำความสามารถของคำสั่งมาประยุกต์ และปรับใช้กับบอร์ด Micro:bit ให้เป็นผลงานที่สามารถใช้ได้จริงผนวกกับการต่อวงจรไฟฟ้าพื้นฐาน การรับค่า และ การอ่านค่าของสัญญาณ น้อง ๆ สามารถนำคำสั่งจากการเขียนโค้ดมาประยุกต์ให้เป็น Project ที่ใช้ได้จริง เช่น เกมส์ เข็มทิศ อุปกรณ์วัดความเข้มแสง และ Pedometer, Fruit Keyboard เป็นต้น

เรียน coding กับ Code Genius

Code Genius เป็นสถาบัน Coding academy ที่มีหลักสูตรการเรียน coding เด็กตั้งแต่ช่วงวัย 4 ขวบที่จะสอนและฝึกฝนทักษะ Think Solve Innovate ให้กับน้อง ๆ ตั้งแต่พื้นฐาน โดยหลักสูตร Coding ปฐมวัยในเด็กเล็กนั้น หลักสูตรของเราจะยังไม่มีการสอนที่ให้น้อง ๆ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้วยตนเอง เพราะเราใส่ใจในพัฒนาการของน้อง ๆ ที่กล้ามเนื้อมือยังไม่สมบูรณ์จึงไม่เหมาะสมที่จะใช้อุปกรณ์เหล่านั้น แต่หลักสูตรของ Code Genius จะเน้นการโค้ดดิ้งเชิงกิจกรรมที่ใช้กิจกรรม Coding ปฐมวัยในการสอน เพื่อส่งเสริมพื้นฐานที่จำเป็นต่อการโค้ดดิ้งในระดับสูง เช่น การคิดเชิงตรรกะ การคิดเป็นลำดับขั้นตอน การคิดเป็นระบบ การเปรียบเทียบ รวมไปถึงการแยกซ้าย-ขวา

นอกจากจะมีการเรียนรู้ด้วยหลักสูตรการโค้ดดิ้งเชิงกิจกรรมสำหรับเด็กเล็กแล้ว Code Genius ยังมีการจัดการเรียนการสอน Coding ในรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้ภาษาเขียนโค้ดสำหรับเด็กที่เข้าใจง่าย เพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ปัญหาตามหลักวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ก็ยังคงความสนุกให้น้อง ๆ ได้เพลิดเพลินไปกับการเรียน Coding ซึ่งทาง Code Genius มีหลักสูตรมากมายให้น้องๆได้เลือกเรียนตามความสนใจหรือความถนัด ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการสร้างเกมโค้ดดิ้งโดยใช้ Scratch ที่รองรับทุกช่วงวัย หรือจะเป็นหลักสูตร PyGame ที่ให้น้องๆได้สร้างเกมจากภาษา Python นอกจากนี้เรายังมีการสอน เขียน โปรแกรม เบื้องต้น ทั้งภาษา C และภาษา Python สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจอีกด้วย

Monday, March 24, 2025

ครั้งที่ 13





การศึกษา STEAM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์) ซึ่งเป็นความก้าวหน้าจากต้นฉบับ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ที่เปิดตัวในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เป็นกรอบการศึกษาที่เกิดจาก (ตั้งใจเล่นสํานวน) ความต้องการสร้างความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในหมู่เยาวชน

โดยมีปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วน

  1. การนำเสนอสถานการณ์ (Presentation Situation) เป็นการนำเสนอบริบทที่เชื่อมโยงกับชีวิตหรือสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหา และให้มีข้อมูลพื้นฐานสำหรับการคิดในขั้นต่อไป

  2. การออกแบบอย่างสร้างสรรค์ (Creative Design) เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนได้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระ โดยเน้นพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารผ่านกิจกรรม โดยก่อนที่ผู้เรียนจะออกแบบได้นั้น ต้องทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าในสถานการณ์ดังกล่าว และค้นหาการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

  3. การสร้างความจับใจ (Emotional Touch) เป็นการขยายขอบเขตของสิ่งที่ค้นพบและเน้นกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหา สร้างแรงจูงใจเมื่อแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีในการเรียนรู้ต่อไป

.

สรุปง่ายๆคือ การที่เราให้ผู้เรียนเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงผ่านโปรเจค ทำให้เขาได้ต่อยอดพัฒนา ตั้งคำถาม แก้ไขปัญหา และ ทำงานเป็นทีม ทำให้เด็กๆสนุกไปกับบทเรียนแบบไม่ต้องท่องจำ STEAM Education สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี) พัฒนาไปเรื่อยๆตามวัยของผู้เรียนและความยากของตัวโปรเจค


ครั้งที่ 12

 กลุ่มตัวเอง




Wednesday, March 12, 2025

ครั้งที่ 11

EF คืออะไร? รู้จัก Executive Function ทักษะสมองที่สำคัญของลูกน้อย

Executive Function หรือ EF คือ ทักษะสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระทำ ซึ่งจะส่งผลต่อวางแผน การจัดระเบียบ การริเริ่ม การควบคุม ไปจนถึงการประเมินความคิด อารมณ์ และการกระทำของตนเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้

หรืออาจจะกล่าวง่าย ๆ ก็คือ  ก็คือเป็นทักษะสมองที่ช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จ เพราะคนเราจะทำอะไรก็จะต้องผ่านกระบวนการคิด การตัดสินใจ การวางแผน การควบคุมอารมณ์ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ดังนั้น หากเด็กได้รับการส่งเสริมและกระตุ้นการใช้งานสมองส่วนหน้า ก็จะช่วยปูพื้นฐานให้เด็กโตมาเป็นเด็กที่มีความคิดและการใช้ชีวิตที่เป็นระบบมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต

ทักษะ EF ประกอบด้วย 3 กลุ่ม 

ประกอบไปด้วยกลุ่มทักษะพื้นฐาน 3 กลุ่ม คือ

     • กลุ่มทักษะพื้นฐาน
     • กลุ่มทักษะด้านการควบคุมตนเอง
     • กลุ่มทักษะด้านการลงมือปฏิบัติ

ทักษะ EF ปฐมวัย 9 ด้าน มีอะไรบ้าง

ซึ่งทักษะ EF ทั้ง 3 กลุ่มนั้น จะจำแนกออกเป็นทักษะ EF ปฐมวัย 9 ด้าน จะประกอบไปด้วยด้านต่างๆ ดังนี้

 

ทักษะ EF กลุ่มพื้นฐาน

     • Working Memory ทักษะการจดจำและนำไปใช้ คือการรับรู้ การเก็บข้อมูลจากสิ่งต่าง ๆ ที่พบในสภาพแวดล้อมของตนเองและผู้อื่น และนำข้อมูลที่ได้นั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน ทักษะนี้จะไม่ปรากฎเด่นชัดนักในเด็กเล็ก เพราะเด็กเกินกว่าที่จะจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงที่เรายังเล็กมาก ๆ ได้นั่นเอง

     • Impulse Control หรือ Inhibitory Control ทักษะในการควบคุมตนเอง การยับยั้งชั่งใจ การรู้จักไตร่ตรอง รู้จักที่จะควบคุมพฤติกรรมของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายตนเองและผู้อื่น

     • Flexibility ทักษะในการปรับตัว การรู้จักหยืดหยุ่น ซึ่งทุกช่วงวัยนั้นจะต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทักษะนี้จะยังไม่พบในเด็กทารก เนื่องจากในวัยทารก การปรับตัวจะค่อนข้างจำกัด เพราะเด็กสามารถสื่อสารได้แค่เพียงการร้องไห้ การยิ้ม การหัวเราะเท่านั้น

 

ทักษะ EF กลุ่มควบคุมตนเอง

     • Attentional Control ทักษะในด้านการจดจ่อ ความสนใจ คือการเรียนรู้ที่จะพุ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง และทำสิ่งนั้นจนกว่าจะสำเร็จโดยไม่วอกแวกไปทางใดทางหนึ่งโดยง่าย

     • Emotional Control ทักษะในการควบคุมอารมณ์ความรู้สึก สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การควบคุมอารมณ์โกรธหรือโมโห แต่ยังรวมถึงการรู้ว่าอารมณ์ขณะนั้นเกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะจัดการได้อย่างไร

     • Self-Monitoring ทักษะในการประเมินตนเอง คือการรู้จักสังเกตตนเอง การรับรู้ขอบเขตความสามารถตนเองว่าทำสิ่งใดได้และสิ่งใดที่เกินกำลัง รู้ว่าจะสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างไร เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น

ทักษะ EF กลุ่มลงมือปฏิบัติ

     • Planning ทักษะด้านการวางแผน มีความสามารถในการกำหนดเป้าหมาย และวางแผนเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้น  สามารถวิเคราะห์ขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงก่อนเวลาได้

     • Task Initiation ทักษะในการริเริ่มลงมือทำ การรู้จักริเริ่ม การระดมความคิดอย่างเสรี กล้าที่จะคิด กล้าที่จะลงมือทำและลงมือปฏิบัติทันที

     • Organization ทักษะด้านการบริหารจัดการ การรู้จักลำดับความสำคัญของสิ่งที่ได้รับมอบหมาย การวางแผน การลงมือดำเนินการจนสำเร็จ และประเมินผลลัพธ์

ครั้งที่ 10


ทคนิคการจัดกิจกรรมโดยใช้ภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
                ในยุคที่ภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทกับการดำเนินชีวิตของคนไทยมากขึ้น เชื่อว่า พ่อแม่ทุกๆคนอยากให้ลูกใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นและใช้ได้ดี แต่การจะพัฒนาทักษะทางภาษาให้ลูกอย่างได้ผลนั้น หลายๆท่านอาจมีคำถามว่า แล้วจะให้ลูกเริ่มเรียนเมื่อไรถึงจะใช้ได้ดี และใช้ได้เป็น วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ จากสถาบันสอนภาษาพิงกุมาฝากเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ได้อ่านกัน
      “ เด็กวัยนี้เรียนรู้ด้วยวิธีการซึมซับจากตัวแบบ ดังนั้นถ้าครูพูดภาษาอังกฤษกับเด็กในชั้นเรียนสม่ำเสมอหรือคุณพ่อคุณแม่พูดภาษาอังกฤษที่บ้านเป็นประจำเด็กก็จะเรียนรู้และมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีได้ไม่ยาก 

      สำหรับปัจจัยที่สำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยท่านนี้ บอกว่า เด็กต้องสนุกกับการเรียน เช่น คุณครูใช้สื่อการสอนหลากหลายชนิด จัดรูปแบบกิจกรรมให้เด็กมีทางเลือก และพัฒนาความฉลาดที่หลากหลายตามแนวคิดของทฤษฎีพหุปัญญา เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับสื่อการสอน กับครู กับเพื่อนๆในชั้นเรียนตลอดเวลา ไม่มีการท่องศัพท์ ไม่มีความเครียด มีแต่ความสนุกสนาน
      “ทฤษฎีพหุปัญญา คือ ทฤษฎีทางปัญญา ที่เชื่อว่า คนเราแต่ละคนมีความสามารถทางปัญญาหลากหลาย มีทั้งหมด 8 ด้าน คือ ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านภาษา ด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านการรู้จักตนเอง ด้านดนตรี ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านการเข้าใจธรรมชาติ ซึ่งครูสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์เพื่อจัดกิจกรรมให้เด็กพัฒนาปัญญาได้หลายด้าน

      “เนื่องจากเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พ่อแม่ผู้ปกครองควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษตามวัยที่เหมาะสม และตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน แต่ไม่ควรคาดหวังการเรียนรู้ของเด็กสูงเกินไป เพียงแต่ให้เด็กได้ทำความรู้จักกับภาษา เกิดความชอบ ความคุ้นเคย เรียนอย่างสนุกสนาน และอยากไปโรงเรียน เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับเด็กปฐมวัยแล้ว
      ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอนุบาล  ตั้งแต่เอบีซี มีแบบฝึกคัดพยัญชนะ A-Z เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อักษรภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งคำศัพท์ที่ควรเรียนรู้เป็นเบื้องต้น การเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอนุบาล ควรเน้นที่คำศัพท์พื้นฐาน และประโยคง่ายๆ ก็พอครับ สังเกตจากการเรียนรู้ภาษาของเด็กๆจะเริ่มจากคำศัพท์ก่อนเป็นเบื้องต้น ตามด้วยวลีง่ายๆ และประโยคสมบูรณ์ท้ายที่สุด
การส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
      ปฐมวัยเรียนรู้ภาษาจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวทั้งสิ่งแวดล้อมที่บ้าน และโรงเรียน เด็กจะเรียนรู้การฟังและการพูดก่อนเพราะการฟังและการพูดเป็นของคู่กัน เป็นพื้นฐานทางภาษา กล่าวคือ เมื่อฟังแล้วก็ย่อมต้องพูดสนทนาโต้ตอบได้ การเรียนภาษาของเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสอนอย่างเป็นทางการ หรือตามหลักไวยากรณ์ แต่จะเป็นการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือเป็นการสอนแบบธรรมชาติ
ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา
      1.ทฤษฎีความพึงพอใจแห่งตน (The Autism Theory หรือ Austistic Theory) ทฤษฎีนี้ถือว่า การเรียนรู้การพูดของเด็กเกิดจากการเลียนเสียงอันเนื่องจากความพึงพอใจที่ได้กระทำเช่นนั้น โมว์เรอร์ (Mower) เชื่อว่า ความสามารถในการฟัง และความเพลิดเพลินกับการได้ยินเสียงของผู้อื่นและตนเองเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษา
      2.ทฤษฎีการเลียนแบบ (The Imitation Theory) เลวิส (Lawis) ได้ศึกษาและ

เชื่อ ว่า พัฒนาการทางภาษานั้นเกิดจากการเลียนแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการมองเห็นหรือการได้ยินเสียง การเลียนแบบของเด็กเกิดจากความพอใจ และความสนใจของตัวเด็กเอง ปกติช่วงความสนใจของเด็กนั้นสั้นมากเพื่อที่จะชดเชยเด็กจึงต้องมีสิ่งเร้าซ้ำ ๆ กัน การศึกษากระบวนการในการเลียนแบบภาษาพูดของเด็กพบว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่เลียนแบบเสียงของเด็กในระยะเล่นเสียงหรือในระยะที่เด็กกำลังเรียนรู้การออกเสียง

      3.ทฤษฎีเสริมแรง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการ เรียนรู้ซึ่งถือว่าพฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้น โดยอาศัยการวางเงื่อนไข ไรน์โกลต์ (Rhiengold) และคณะได้ศึกษาพบว่าเด็กจะพูดมากขึ้นเมื่อได้รางวัล หรือได้รับการเสริมแรง
      4.ทฤษฎีการรับรู้ (Motor Theory of Perception) ลิเบอร์แมน (Liberman) ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปล่งเสียง จึงเห็นได้ว่า เด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูดด้วย การทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟัง และพูดซ้ำกับตัวเอง หรือหัดเปล่งเสียง โดยอาศัยการอ่านริมฝีปาก แล้วจึงเรียนรู้คำ
     
      5.ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble Buck) ซึ่งธอร์นไดค์ (Thorndike) เป็นผู้คิดโดยอธิบายว่า เมื่อเด็กกำลังเล่นเสียงอยู่นั้น เผอิญมีเสียงบางเสียงไปคล้ายกับเสียงที่มีความหมาย ในภาษาพูดของพ่อแม่ พ่อแม่จึงให้การเสริมแรงทันที ด้วยวิธีนี้จึงทำให้เด็กเกิดพัฒนาการทางภาษา
      6.ทฤษฎีชีววิทยา (Biological Theory) เล็นเบิร์ก (Lenneberg) เชื่อว่า พัฒนาการทางภาษามีพื้นฐานทางชีววิทยาเป็นสำคัญ กระบวนการที่คนพูดได้ขึ้นอยู่กับอวัยวะในการเปล่งเสียง เด็กจะเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ และพูดได้ตามลำดับ
      7.ทฤษฎีการให้รางวัลของพ่อแม่ (Mother Reward Theory) ดอลลาร์ด (Dollard) และมิลเลอร์ (Miller) เป็นผู้คิดทฤษฎีนี้ โดยย้ำเกี่ยวกับบทบาทของแม่ในการพัฒนาภาษาของเด็กว่า ภาษาที่แม่ใช้ในการเลี้ยงดูเพื่อเสนอความต้องการของลูกนั้น เป็นอิทธิพลที่ทำให้เกิดภาษาพูดแก่ลูก

Wednesday, March 5, 2025

ครั้งที่ 9

 


ครั้งที่ 8

 

กิจกรรมวันสานสัมพันธุ์ฐาน ควิดโฟร์

กิจกรรมประกอบด้วย
1.กิจกรรมกระต่าย 3 ขา 
โดยใช้ผู้เล่นตามคนมัดขาติดกัน
2.กิจกรรมโยนให้ลง
โดยมีตะกร้าให้ แล้วให้ผู้เล่นโยนให้ลงตะกร้าทั้ง 3 ลูก
3.กิจกรรมตั้กจี
โดยให้โยนตั้กจียังไงก็ได้ให้พิกกลับเป็นอีกด้านนึง




คริปตัวอย่างกิจกรรม


ครั้งที่ 7

 

โครงการสัมนา บ้านวิทยาศาสตร์น้อย


วัตถุประสงค์โครงการ

 1. เพื่อให้ได้คิดสร้างจินตนาการในการปั้นเรือจากดินน้ํามัน 
 2. เพื่อให้ได้คาดคะเนว่าเรือรูปทรงแบบไหนจะบรรทุกน้ําหนักได้มากกว่า
 3. เพื่อให้ได้เรียนรู้ว่าฐานของเรือมีผลต่อการรับน้ําหนัก 
 4. เพื่อให้ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งไว้ได้ 
 5. เพื่อให้ได้บันทึกผลการทดลองและนําเสนอผลการทดลองได้ 

   ขั้นตอนการจัดกิจกรรม
  1.สนทนาประสบการณ์เดิมจากสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน
  2.แนะนำอุปกรณ์และสาธิตการทดลอง 
  3. ดำเนินการทดลองตามลำดับ
  4.อภิปรายผล สรุป
  5. บันทึกผลการทดลอง 

ครั้งที่ 6

 


โครงการ  แก้ปัญหาสร้างสรรค์



 แก้ปัญหาสร้างสรรค์
Creative หรือความคิดสร้างสรรค์
คือ กระบวนการคิดในรูปแบบใหม่ๆ คิดนอกกรอบ คิดต่างไปจากความคิดเดิมๆที่เคยทำมา  รวมทั้งความสามารถในการรับรู้ความคิดใหม่ ๆ และนวัตกรรม
 
Problem หรือปัญหา
คือ Gap หรือ ช่องว่างระหว่าง สถานการณ์ปัจจุบัน กับเป้าหมายที่เราต้องการ ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันเรามียอดขาย 50 ล้านบาท แต่เป้าหมายที่เราต้องการคือ 100 ล้านบาท ประเด็นปัญหาคือ 50 ล้านที่ต้องทำให้ได้ จะทำอย่างไร

Solving หรือ การแก้ไขปัญหา
คือ การใช้ หรือวิธีการ เทคนิค ที่จะทำให้ Gap หรือ ช่องว่างระหว่าง สถานการณ์ปัจจุบัน กับเป้าหมาย หมดไป 

อยากเป็นคนคิดแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้ ทำอย่างไร 

ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นคนคิดแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ได้  อ.เก๋มีแนวทางมาแนะนำดังนี้ 

- เปลี่ยนจาก“ ใช่ แต่ หรือ Yes…But ” เป็น“ ใช่และ Yes…and… ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งในการระดมสมอง เพื่อให้ได้ไอเดียใหม่ๆ เราจะต่อยอดความคิดเพื่อนร่วมงาน แล้วหาวิธีการใหม่ๆด้วย Yes and ใช่ แล้วต่อต้อง  ไม่สกัดความคิดคนอื่น ด้วย Yes but . ใช่ ก็ดีนะ เช่น  แต่ หัวหน้าไม่อนุมัติหรอ ไม่มีงบประมาณหรอก

- มีความอยากรู้อยากเห็น  ติดตามเรื่องใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ใช่สอดรู้สอดเห็นนะคะ  

- เปิดกว้างต่อความคิดใหม่ ๆ ที่เข้ามา ไม่ยึดติดความคิดของเราหรือความสำเร็จของตัวเองในอดีต เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยี ความต้องการของลูกค้า และการแข่งขันสูงมาก

-  บ่มเพาะและปล่อยให้สมองทำงานนอกกรอบความคิดเดิมๆ คิดต่างๆ สม่ำเสมอ รวมถึงการติดตามเทคโนโลยี ความรู้ใหม่ๆ

-  ฝึกฝน และใช้เครื่องมือการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะมีเนื้อหามาแชร์กันต่อๆไป

ครั้งที่ 16

  งานประดิษฐ์ เกิดจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสิ่งของต่าง ๆ เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้  งานประดิษฐ์ จากวัสดุเหลือใช้  ยังสามารถ...